DIALOGUE IN THE DARK กับ ‘พลอย’ สโรชา กิตติสิริพันธุ์ ‘จนกว่าเด็กปิดตาจะโต’

Book Blind Date, Dialogue in the Dark, Bookburi, Read Everywhere
bookblinddatedialogueinthedarkprforvideo5

เธอเคยบอกว่า “โชคดีที่มีชีวิตขณะปิดตา” 
เธอเรียนจบคณะอักษรศาสตร์จุฬาลงกรณ์ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 1
เธอสูญเสียดวงตาทั้ง 2 ข้างตั้งแต่ 4 เดือนเนื่องจากโรคมะเร็งในตา
เธอเป็นเจ้าของผลงานหนังสือไดอารี “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต”

 

“สวัสดีค่ะ ชื่อ พลอย สโรชา กิตติสิริพันธุ์ เรียนคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ เรียนจบมาแล้วปีกว่าๆ ตอนนี้ทำงานอยู่ที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อ เป็นบรรณาธิการฝึกหัด ช่วยทำหนังสือ จริงๆ ก็ยังช่วยอะไรได้ไม่ค่อยเยอะหรอกค่ะ ทำหน้าที่ตรวจแก้ต้นฉบับ วิธีทำงานก็คือ ใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งมีโปรแกรมอ่านข้อความเสียงชื่อว่า JAWS กับ ตาทิพย์ (PPA Tatip) ซึ่งโปรแกรม JAWS จะอ่านเป็นภาษาอังกฤษก่อนแล้วตาทิพย์ทำให้เป็นภาษาไทย โปรแกรมพวกนี้พลอยเคยเรียนมานิดนึงตอนประถม แต่ตอนนั้นยังไม่มีคอมพ์เป็นของตัวเองก็เลยยังไม่กล้าใช้ กลัวทำคอมพ์ของพี่พัง มาใช้จริงๆ ตอนม. 5 ที่พี่ไม่อยู่ ต้องพิมพ์งานเอง เลยได้ใช้จริงจัง คอมพ์ที่พลอยใช้เหมือนปกติทั่วไป เพียงแต่ต้องจำคีย์ลัดเวลาสั่งงาน อย่างเช่น จะปิดโปรแกรมใช้ Alf+F4 อะไรอย่างนี้ หรือถ้าต้องการเลื่อนไปเมนูต่างๆ ใช้ปุ่ม Tap พอกดแล้วจะอ่านเสียงออกมา คอมพ์ของพลอยไม่ต้องใช้เมาส์เลย เคยมีคนมาใช้คอมพ์พลอยก็ถามว่า “เมาส์ไปไหน?” (หัวเราะ)

ตอนไปเรียนต้องพกโน้ตบุ๊คไปตลอด แต่บางทีก็ไม่ได้จดเลคเชอร์นะคะ ขี้เกียจเอาไปเสียบปลั๊ก รู้สึกระโยงระยาง เวลาสอบตอนมัธยม อาจารย์จะอ่านข้อสอบให้ฟัง พอเข้ามหาวิทยาลัยค่อยใช้คอมพิวเตอร์อ่านให้ฟัง โดยทางมหาวิทยาลัยทำไฟล์ข้อสอบมาให้ แล้วพลอยก็ใส่หูฟัง ซึ่งตอนสอบเป็นช่วงที่โหดมาก เพราะต้องเสียบหูฟังทุกวันแล้วก็ต้องคิดไปด้วย ไม่ใช่ฟังอย่างเดียว”
dscf0063

สำหรับคนตาบอด ระหว่างการอ่านหนังสือตัวอักษรเบรลล์ (Braille code) กับ หนังสือเสียง (Audio Book) ชอบอย่างไหนมากกว่ากัน

“หนังสือเสียงผลิตได้ง่ายและค่าใช้จ่ายถูกกว่า พื้นที่จัดเก็บได้มากกว่า หมายถึงเก็บในลักษณะไฟล์หรือซีดี ถ้าเทียบกับหนังสืออักษรเบรลล์ ถ้าเป็น Harry Potter ภาคหนึ่งจะหนามากๆ แล้วต้องแบ่งออกเป็นหลายเล่ม ถ้าให้อ่านเฉยๆ ไม่ได้เอารายละเอียดลึกซึ้ง หนังสือเสียงก็จะอ่านง่ายกว่า ในขณะที่อ่านหนังสือเสียง เราก็สามารถทำอย่างอื่นได้ด้วย ฟังไปกินข้าวไป ยกตัวอย่างเช่นพวกนิยาย แต่ถ้าเรื่องยากๆ อย่างพวกเรื่องวรรณคดี ที่ต้องอ่านทวนหรือใช้ความจำมาก เพราะไม่ใช่ภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป การอ่านด้วยหนังสือเบรลล์ก็จะดีกว่า เราจะได้เรียนรู้เรื่องของตัวสะกดด้วย ถ้าในอนาคตมีเทคโนโลยีที่ทำเป็นอักษรเบรลล์ได้โดยไม่ต้องเป็นเสียงก็จะดี ซึ่งในตอนนี้จริงๆ ก็มีแต่ว่าราคาแพงและยังทำได้ไม่สมบูรณ์”

ได้ไปทำงานที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อได้ยังไง

“ตอนพลอยเรียนอยู่ปี 3 ปี 4 เรียนวิชาบรรณาธิการศึกษา ซึ่งเป็นวิชาเลือกของคณะอักษรศาสตร์และเป็นวิชาโท พลอยได้เรียนรุ่นแรกๆ ในห้องมีหนังสือเยอะมากๆ ได้เรียนกับครูมกุฏ อรดี ทั้งหมด 2 เทอม ตอนเรียนได้เขียนบันทึกเป็นการบ้าน (ภายหลังตีพิมพ์เป็นหนังสือ “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต”) วิชานี้ทุกคนต้องเขียนบันทึกลงสมุด แต่ว่าพลอยใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์ ครูมกุฎ (เจ้าของสำนักพิมพ์ผีเสื้อ) เห็นความสามารถ จึงให้โอกาสมาช่วยดูต้นฉบับที่สำนักพิมพ์ผีเสื้อ เหตุที่เลือกเรียนวิชานี้เพราะว่าสนใจหนังสือวรรณกรรม อยากจะเขียนหนังสือ มันท้าทาย และใช้จินตนาการเยอะดี”

เวลาน้องพลอยฝันเห็นหรือสัมผัสถึงอะไรบ้าง

“ตอนเด็กๆ จะฝันถึงสถานที่เคยไป มีที่บ้านแล้วก็ที่โรงเรียน ฝันตลกๆ อย่างเช่น ชั้น 1 เป็นบ้าน แต่พอขึ้นชั้น 2 เป็นโรงเรียน พอได้อ่านหนังสือ ความฝันจะมีที่แปลกๆ ที่เราไม่เคยไป สิ่งรอบตัวจะหยิบมาจากสิ่งที่เคยอ่าน บางทีรู้สึกเหมือนว่าวิ่งหรือว่าลอยไปเรื่อยๆ เพียงแต่ว่าความฝันของพลอยไม่ได้เห็นเป็นภาพหรือแสงที่มากระทบทางตา แต่จะเป็นด้านอื่น พวกสัมผัสต่างๆ อย่างเช่น เสียง กลิ่น ความอ่อนแข็งที่ไปเจอ หรือคำพูดคน เวลาที่เราได้ยินประโยคไหนแล้วรู้สึกว่าเสียใจจังเลย มันก็จะอยู่ในฝัน บางทีก็ตกใจ ตื่นมาร้องไห้ก็มี”

ทราบมาว่าน้องพลอยกลัวผี ทำไมถึงกลัวผี

“เรามักจะกลัวในสิ่งที่ไม่รู้ อย่างเช่น ถ้ามีเสียงที่เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร? มันมีชีวิตหรือเปล่า? มันเป็นแมลงหรือตัวอะไร? สัมผัสจับต้องได้หรือเปล่านะ? ผีในจินตนาการของพลอยมีลักษณะเหมือนแม่นาค มีมือยาวยื่นออกมา สถานที่พลอยกลัวที่สุดคือ เวลาอยู่ในห้องน้ำ ห้องน้ำเป็นห้องที่เราอยู่คนเดียว รู้สึกไม่ปลอดภัย ถ้ามันโผล่ออกมาไม่รู้ว่าจะทำยังไง จะออกไปก็ไม่ได้ มันน่ากลัว ถ้าอยู่ดีๆ มีมือยื่นมา (หัวเราะ)”

dscf0085

หนังสือประเภทไหนที่น้องพลอยชอบหรือประทับใจเป็นพิเศษ

“จริงๆ อ่านไปเรื่อยๆ แล้วแต่วัยค่ะ ถ้าเป็นนิยายชอบ “หลายชีวิต” ของ มรว. คึกฤทธิ์ ปราโมช อ่านแบบหนังสือเสียง ที่ชอบเพราะว่าพูดถึงสังคมหลายๆ ชนชั้น พูดถึงชาวบ้านจนถึงเจ้า ภาษาที่ใช้ไม่ได้ยากจนถึงขั้นอ่านไม่ได้ ไม่ได้เก่าจนจับต้องไม่ได้ เมื่อก่อนตอนเด็กๆ อ่านไปเรื่อยๆ เพราะเลือกไม่ได้ ตอนเด็กๆ พ่อเลือกให้ เราต้องฟังหมด ถ้าไม่ฟังมันก็เสียโอกาส

พอตอนขึ้นมัธยมเริ่มมีหนังสือเสียง พ่อไปเลือกให้ เล่มไหนที่ดังๆ ก็เลือกมา อย่างเช่น เพชรพระอุมา อ่านตอนมัธยมต้น แต่ว่าอ่านไม่ได้ต่อเนื่องกัน อย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ก็เหมือนกัน ไม่ได้เริ่มอ่านเล่มแรก เริ่มเล่ม 4 เล่ม 3 อะไรอย่างนี้ เมื่อก่อนพลอยฟังหนังสือธรรมะเยอะมาก (หัวเราะ) ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมหนังสือเสียงถึงมีธรรมะหรือนิทานธรรมออกมาเยอะ เราก็ไม่มีอะไรก็ต้องฟัง พลอยก็ไม่ได้ไม่ชอบนะ แต่หนังสือธรรมะต้องมีวิธีการสื่อสารหรือนำเสนอให้เราเข้าใจหลักเหตุผล ต้องทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่การบังคับสั่งสอน

พอเข้ามัธยมปลายมีระบบนึงชื่อว่า Telephony (ห้องสมุดหนังสือเสียง โดยมูลนิธิคนตาบอดไทย เบอร์ 1414) โทรไปฟังไฟล์ที่อัปโหลดไว้ในระบบกลาง อย่างเช่น ฟังแฮร์รี่ พอตเตอร์ กด 1 ลอร์ด ออฟ เดอะ ริง กด 2 อะไรอย่างนี้ (หัวเราะ) เราเลือกฟังเองได้ ตอนนั้นระบบนี้ใหม่มาก พลอยตื่นเต้นแล้วก็ฟังทั้งวันเลย ตอนหลังเพิ่งมีการจัดระบบ ต้องสมัครสมาชิกก่อน ต้องเป็นคนตาบอดจริงๆ ถึงจะเข้าไปฟังได้ เพื่อป้องกันไม่ให้คนปกติไปฟัง

ตอนที่โครงการ “Read for the Blind อ่านหนังสือให้คนตาบอด” เริ่มบูมขึ้นมา ก็มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ ว่าเล่มนี้อ่านได้มั้ย ต้องขออนุญาตหรือเปล่า? เคยมีกรณีของเพชรพระอุมา ที่จะขายลิขสิทธิ์ทำ Audio Book ให้คนซื้อไป แต่ว่ามีคนทำเป็นหนังสือเสียงออกมาแล้ว คนทั่วไปก็ฟังกันเยอะ เลยขายลิขสิทธิ์ไม่ได้ เพราะมีคนทำหนังสือเสียงให้ฟังฟรีไว้แล้ว”

สำหรับนิทรรศการ Dialogue in the Dark ที่ได้สัมผัสในวันนี้ เป็นยังไงบ้าง

“ด้วยความที่พลอยไม่เห็นอยู่แล้ว ทำให้พลอยไม่รู้สึกถึงความมืดหรือกลัวที่มองไม่เห็น ที่รู้สึกก็คือ ทำไมเขาทำเหมือนจัง อันนี้ต้นไม้ของจริงนี่น่า เสียงหมาไม่เหมือนเลย (หัวเราะ) ได้ยินแล้วก็วิเคราะห์ไปเรื่อย “อ๋อ เพราะเปิดจากลำโพง เลยทำให้ไม่เหมือนจริง” พยายามจะคิดว่าคนที่มองเห็นที่ตามมาเขาทำยังไง? เวลาเขากลัว เขาก็ถามเหมือนเรานี่หว่า (หัวเราะ) เวลาเขาไม่รู้ว่าข้างหน้าคืออะไร เขาก็ยื่นมือมาข้างหน้าเหมือนเรานี่ คิดแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้เข้าใจคนปกติว่า ถ้าเขาตกในอยู่สถานการณ์เดียวกับเรา เขาก็ทำแบบเดียวกับเรา”

dscf0013

ในเรื่องความยากง่ายถ้าเทียบกับชีวิตจริงของน้องพลอยแล้ว สิ่งที่ต้องเจอใน Dialogue in the Darkนี้ถือว่าเป็นยังไง

“ง่ายกว่ามากค่ะ เพราะไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ว่าจะถามหรือไม่ถามดี? จะเลี้ยวซ้ายหรือขวาดี? แต่ในที่นี้ไกด์จะบอกว่า “ตามมาทางนี้นะครับ” “เดี๋ยวเลาะขวาตามกำแพงไปเรื่อยๆ นะครับ” ถ้าในชีวิตจริงในห้างไม่มีใครมาบอก เราต้องเดินไปเอง คิดอยู่ตลอดว่า จะหันไปถามคนทางซ้ายหรือทางขวาดี? ถามแล้วเขาจะตอบเรามั้ย? มันจะมีสถานการณ์อย่างนี้ตลอดเวลาในชีวิตจริงของพลอย ถ้าคนปกติแล้วต้องมีเจอสถานการณ์แบบนิทรรศการนี้ พลอยก็ว่าโหดเหมือนกันนะ”

บันทึกของน้องพลอยเมื่ออ่านแล้วทำให้คนอ่านได้กำลังใจ มองโลกในแง่ดีนะ

“จริงๆ แล้วก็ช่วยให้กำลังใจตัวพลอยเองด้วยค่ะ เหมือนกับการทบทวนตัวเอง สิ่งที่เราควรจะมองหรือยึดไว้จะไปทางไหนต่อ เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีความสุขทุกวัน แต่ว่าพอเราไม่มีความสุขแล้ว เราจะทำยังไงดีเพื่อให้พ้นจากความทุกข์นั้นได้ ทำให้คนรอบข้างไม่หงุดหงิดไปกับเรา”

แล้วตอนนี้น้องพลอยยังเขียนบันทึกอยู่ใช่มั้ย

“ค่ะ ยังเขียนอยู่”

น้องพลอยเคยเหม่อหรือคิดถึงสิ่งอื่นขณะที่กำลังทำสิ่งหนึ่งอยู่บ้างมั้ย หรือต้องใช้สมาธิทำสิ่งเดียวตลอด

“พลอยเหม่อบ่อยค่ะ (หัวเราะ) สมมติตอนเรียน ต้องทำรายงานหลายวิชาก็มีคิดว่อกแว่กไปถึงวิชาที่ยังทำไม่เสร็จ มันแวบไปได้ หรือถ้าเราจดจ่อกับสิ่งนั้นอยู่ทำให้มีสมาธิ ประสาทสัมผัสในการรับรู้ถึงสิ่งรอบข้างที่จะมารบกวนเราได้ก็น้อยลง โอกาสที่จะว่อกแว่กมาจากความคิดของเราเอง เช่น เราเขียนถึงประโยคนี้แล้วประโยคนี้เราเคยพูดกับใคร ก็ทำให้เราคิดถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้น เปรียบเทียบกับคนปกติ ถ้าเขามองเห็น สมมติว่าเขาหันไปมองทางซ้ายเห็นอะไรสักอย่างนึง สิ่งที่ทำให้ว่อกแว่กก็จะมากขึ้นแล้ว”

 เรื่องอะไรที่น้องพลอยต้องคุยกับตัวเองหรือย้ำเตือนอยู่เสมอ  

“พลอยเป็นคนที่ค่อนข้างจะจริงกับแต่ละวัน ไม่รู้ว่าเป็นข้อดีหรือข้อเสีย ต้องมีแผนในแต่ละวัน ว่าเช้าวันนี้ต้องทำอะไร ต้องไปถึงกี่โมง พลอยเป็นคนที่ไม่ได้จดตารางเวลา ไม่มีสมุดจดการบ้าน ใช้วิธีจำหมด ทำให้ต้องทบทวนอยู่ในสมองตลอด คอยถามตัวเองว่าสิ่งต้องทำต่อไปคืออะไร ถามทบทวนไปเรื่อยๆ”

dscf0078

โครงการที่น้องพลอยเคยคิดจะรวมกลุ่มกับคนตาบอดคนอื่นๆ ให้มาตั้งกลุ่มบุ๊คคลับแลกเปลี่ยนประเภทหนังสือกันอ่าน ตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว

“ตอนนี้ยังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าไหร่เลย ถ้าเราอยากลองแนะนำหนังสือแนวอื่นเหมือนยังจำกัดกลุ่มอยู่ อย่างเช่น คนที่อยากอ่านหนังสือประเภท How To พออ่านหนังสือนิยายให้ฟัง เขาก็ไม่ค่อยสนใจ ก็เหมือนกับรสนิยมของคนปกติเวลาอ่านหนังสือนั่นแหละค่ะ พออาสามาอ่านหนังสือประเภทที่เขาไม่สนใจหรือเรื่องยากๆ อย่างพวกกวีนิพนธ์ เขาก็ไม่ค่อยอยากฟัง ทำให้อาสารู้สึกไม่ค่อยดี อ่านแล้วไม่มีคนสนใจ แต่หลังจากมีโครงการ Read for the Blind ทำให้วงการหนังสือเสียงโตขึ้นมากในความคิดของพลอย มีหนังสือเสียงใหม่เข้ามาทุกวันเลย อีกอย่างเรื่องการตลาดหนังสือก็เกี่ยวด้วย เช่น หนังสือ How To มีเยอะ ขายดี ทำให้มีหนังสือเสียง How To เพิ่มขึ้นเยอะ คนที่มองไม่เห็นก็สนใจเยอะ เขาอ่านแล้วก็สามารถลงทุนเล่นหุ้นได้”

คงต้องยอมรับว่าสำหรับคนตาบอดทั่วไปไม่ได้สนใจอ่านหนังสือทุกประเภท แล้วหนังสือที่สำคัญหรือที่คนตาบอดส่วนใหญ่ให้ความสนใจเป็นหนังสือประเภทไหน

“คนตาบอดไม่ได้สนใจอ่านหนังสือทุกประเภทจริง แต่ว่าก็มีความหลากหลายของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นหนังสือทุกแนวที่เด่นและดี เช่น เราเป็นคนชอบอ่านหนังสือสยองขวัญ ไม่ใช่พลอยนะ (หัวเราะ) สมมตินะๆ เราเป็นคนปกติที่ชอบอ่านหนังสือสยองขวัญก็เลือกหนังสือสยองขวัญที่น่าสนใจมาอ่านให้ฟัง ซึ่งแน่นอนว่ามีคนที่มองไม่เห็นที่อยากอ่านอยู่แน่นอน หรือว่าเราเป็นคนอ่านหนังสือ How To เราก็เลือกเล่มที่คิดว่าน่าจะแบ่งปันให้คนไม่เห็นได้อ่านด้วย หรืออย่างหนังสือสุขภาพ แล้วก็หนังสือทุกประเภทก็ควรมีให้คนตาบอดได้อ่าน”

ถ้าเป็นหนังสือทำอาหารล่ะคนมองไม่เห็นจะมีปัญหาไหม

“ถ้าเป็นหนังสือที่เขียนได้ดี คนมองไม่เห็นเข้าใจได้ มันก็มีประโยชน์นะคะ บางทีเราก็ต้องรู้เหมือนกันว่า ขั้นตอนการทำเป็นยังไง ต้องใส่อะไรก่อน หรืออย่างหนังสือเกษตร ถามว่า ถ้าคนมองไม่เห็นทำได้มั้ย? เขาก็ทำได้เหมือนกัน ถ้าเขารู้และคุ้นเคยกับสถานที่ ถ้าเป็นพลอย พลอยทำไม่ได้เพราะไม่รู้ ให้อยู่ดีๆ ไปปลูกผักเลย พลอยทำไม่ได้ แต่ถ้ามีหนังสือดีๆ สักเล่ม ที่แนะนำบอกวิธีปลูก พลอยอ่านแล้วเข้าใจก็ทำได้ เช่น ต้องซื้ออุปกรณ์อะไร 1 – 2 – 3 – 4 ยิ่งภาษาที่เขียนละเอียดเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราเข้าใจได้มากขึ้นเท่านั้น อาจจะมีรูปประกอบด้วยก็ได้ เพราะว่าไม่ได้ขายหนังสือให้คนมองไม่เห็นอย่างเดียว”

แล้วหนังสือประเภทท่องเที่ยวล่ะ ถือว่าเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนมองไม่เห็นหรือเปล่า    

“ไม่ไกลตัวเลยค่ะ พลอยไปประเทศญี่ปุ่นมาเมื่อตอนเดือนพฤษภาคม พลอยไปหาข้อมูลแต่ละเมือง พลอยหารีวิว หาที่อ่านแล้วเข้าใจง่าย สมมติเขียนว่า นี่คือแผนที่เมือง แล้วก็แปะรูป อย่างนี้ไม่เข้าใจ แต่ถ้าบอกว่า ลงรถที่สถานีนี้ แล้วต่อรถ เดินกี่นาที ยิ่งถ้าเขียนรายละเอียดได้มากก็ยิ่งดี แต่ก็ไม่ต้องถึงขนาดระบุทัศนียภาพว่ามีอะไรบ้าง ภูเขา น้ำตก ฯลฯ เช่น พลอยไปเมืองฮาโกดาเตะ พลอยอ่านรีวิวบอกว่า เป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก แค่นี้ก็ดึงดูดเราได้แล้ว”

สุดท้ายนี้ อยากให้พูดถึงผลงานของน้องพลอยที่กำลังเขียนอยู่สักเล็กน้อย

“ตอนนี้พลอยกำลังเขียน 2 เล่ม เล่มแรกเป็นวรรณกรรมเยาวชน แต่ว่าผู้ใหญ่ก็อ่านได้นะคะ เป็นหนังสือระบายสี เล่มนี้มีคนช่วยวาดรูปประกอบให้ อีกเล่มนึงเป็นหนังสือบันทึกการเดินทางท่องเที่ยว มีไปที่ญี่ปุ่น ศูนย์ปฏิมากรรมกรุงเทพฯ น่าจะออกประมาณปลายปีนี้พร้อมกันค่ะ”   

ใครที่ได้อ่านบันทึกของเธอใน “จนกว่าเด็กปิดตาจะโต” คงเข้าใจว่า การมองไม่เห็นของเธอนั้นไม่ถือว่าเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิต มิหนำซ้ำด้วยดวงตาที่ปิดสนิทกลับทำให้โลกที่เธอเห็นไม่ได้มืดมิดหากแต่เจิดจ้า นั่นคงเป็นเพราะว่าเธอใช้ หัวใจมองแทนดวงตา ใจของเธอมองเห็นได้ชัดและลึกซึ้งยิ่งกว่าตาของคนปกติ

เช่นนั้นแล้ว หากการปิดตาทำให้โลกนี้สวยงามและน่าอยู่ขึ้น เราควรจะปิดตาแล้วใช้ใจมองแทนหรือไม่?

 ปล. น้องพลอยบอกว่า ฟุตบาทของไทยมีร้านตั้งวางเยอะ มีต้นไม้ เสา มีท่อ แล้วก็แคบ เป็นถนนที่ถือว่าท้าทายและฝึกทักษะในการใช้ชีวิตเพื่อความอยู่รอด ถ้าใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ ที่อื่นในโลกถือว่าสบายมาก

กิจกรรมประจำร้านบุ๊คบุรี Bookburi Read Everywhere ครั้งที่ 8 Book Blind Date at Dialogue in the Dark
Praphon Wongsakpakdee ถอดบทสัมภาษณ์

 DIALOGUE IN THE DARK

  • จนกว่าเด็กปิดตาจะโต, สโรชา กิตติสิริพันธุ์, สำนักพิมพ์ผีเสื้อ, ราคา 325 บาท ได้รับรางวัลชมเชยประเภทหนังสือบันเทิงคดีจาก สพฐ ประจำปี พ.ศ.2559
  • Dialogue in the Dark บทเรียนในความมืด จัดแสดงที่ชั้น 4 จามจุรีสแควร์ เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.15 น. – 17.15 น. แต่ละรอบห่างกัน 15 นาที รอบละ 8 คน ใช้เวลาเข้าชม 45 นาที ค่าบริการ 90 บาท นักเรียน / นักศึกษา 50 บาท