BOOKBURI ร้านหนังสืออิสระเล็กๆ ย่านเทเวศร์
OutsideBookburi2016  InsideBookburi2016

ถ้าพูดสวยๆ หน่อย เมื่อก่อนพ่อแม่ขายยาดูแลร่างกาย
ตอนนี้เราก็อยากเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นยาดูแลสมองและจิตใจ

เมื่อก่อนที่ตรงนี้เป็นร้านขายยาจีนกับยาแผนปัจจุบันของป๊า ตอนหลังลูกค้าน้อย เขาเลยอยากลองขายหนังสือ เริ่มจากไปเช่าที่ก่อน ถือว่าขายดีนะ เพราะร้านอยู่ใกล้กับป้ายรถเมล์ ตอนนั้นป๊าคงมีแผนว่า ระหว่างที่เช่าจะกลับมาปรับปรุงร้านขายยาเพื่อขายหนังสือ พอปิดร้านขายยา เขาเลยหยุดเช่า แล้วมาเริ่มขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือพระ ใบเก็งหวย ขายแบบที่ชาวบ้านๆ ซื้อกัน เป็นรายได้หลักของบ้านเลย


หลังจากเรียนจบ (คณะมนุษยศาสตร์ เอกวรรณกรรมสำหรับเด็ก มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ) เราไปเป็นก๊อปปี้ไรท์เตอร์โฆษณา แล้วก็มาอยู่สำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือเด็ก เป็นบรรณาธิการที่คิด-เขียนเรื่อง ทำอยู่สองปี คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับหนังสือเด็กเล็ก เลยออกมาอยู่สำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือวรรณกรรมเด็ก ช่วงที่ทำงานอยู่ เราเริ่มคิดเรื่องเปิดร้านแล้ว คิดว่าบั้นปลายชีวิตอยากขายหนังสือต่อ ปลายปี 2556 เรามีโอกาสได้ไปอบรมเกี่ยวกับร้านหนังสืออิสระ เลยมีความหวังว่าร้านหนังสืออิสระเป็นไปได้ ตอนนั้นส่วนงานที่ทำอยู่ปิดตัวลง เป็นจังหวะที่หางานไม่ได้พอดี เราเก็บเงินได้ก้อนหนึ่ง เลยได้เริ่มต้นร้านที่คิดไว้ ต่อยอดจากร้านของป๊า จนเกิดเป็นร้าน Bookburi เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2557


ถ้าพูดสวยๆ หน่อย เมื่อก่อนพ่อแม่ขายยาดูแลร่างกาย ตอนนี้เราก็อยากเปลี่ยนพื้นที่ให้เป็นยาดูแลสมองและจิตใจ เราเลยพยายามคัดหนังสือดีๆ มา ช่วงแรกป๊าก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะหนังสือแบบที่เราอยากให้มีมันขายยาก ก็ทะเลาะกัน ตอนนี้ยังไม่ถึงขั้นเข้าใจกัน แต่ป๊าก็ให้เราทำ เปิดมาเกือบหนึ่งปี เหนื่อยมาก กว่าจะติดต่อแต่ละสำนักพิมพ์ได้ ยอดขายก็ยังสู้นิตยสารไม่ได้ ลูกค้าเก่าจะซื้อนิตยสาร ตอนนี้เปิดลูกค้าใหม่ๆ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่ทำงานแถวนี้ เราเลยหาหนังสือสารคดี ประวัติศาสตร์มาวาง ค่อยๆ สังเกตจากลูกค้าที่เข้ามา ที่ผ่านมาหนังสือธรรมะขายดี แล้วก็วรรณกรรมไทย วรรณกรรมเด็กก็ขายดีนะ ถ้าวรรณกรรมแปลจะไม่ค่อยดีเท่าไร เราว่าเกี่ยวกับราคาด้วย พอราคาสองร้อยขึ้นไป คนก็คิดเยอะ
Pimdeed(forweb)เราไม่รู้จะเล่ายังไงให้น่าสนใจ ที่ร้านเกิดจากกลุ่มเพื่อนหรืออะไรที่สวยงาม จนสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ เรารู้นะว่าร้านหนังสืออิสระอยู่ยาก แต่มันก็มีคนทำได้ เช่น พี่หนุ่ม (ร้านหนังสือเดินทาง) แล้วเราเป็นร้านที่ไม่ต้องเช่า น่าจะพออยู่ได้ ประคองมันไปเรื่อยๆ แล้วค่อยหาทางทำให้ดีขึ้น ดีกว่าไม่เริ่มอะไรเลย แก่กว่านี้คงเริ่มไม่ไหวแล้ว เราว่ามันคงดี ที่จะมีร้านหนังสืออิสระเกิดขึ้นตามที่ต่างๆ


ตอนนี้แผนที่คิดไว้คือ อยากเปิดชั้นสองของร้านไว้ทำกิจกรรม เหมือนของร้านหนังสือเดินทาง เพื่อเป็นรายได้อีกทาง เพราะความอยู่รอดของร้านหนังสืออิสระคือการทำกิจกรรม จัดธีมงาน เพื่อผลักดันให้คนหันมาสนใจหนังสือแต่ละธีม เราอยากทำร้านให้เข้าถึงชุมชน อเมริกาเองสู้กับ Amazon ซึ่งหนักกว่าอีก แต่ก็มีร้านหนังสืออิสระเกิดขึ้นเยอะ การทำตัวเองเป็นพื้นที่ให้คนในชุมชน เป็นทางหนึ่งที่ทำให้ร้านอยู่ได้ รวมถึงต้องขายขนม-ขายน้ำบ้าง แม่ถนัดทำขนม อาจให้เขามาช่วย ทำเท่าที่จะไหว


ทุกคนก็รู้สึกว่าทำไม่ได้หรอก แต่ถ้ามัวแต่คิดมาก มันก็ไม่ได้ทำสักที เรามีเงินเท่าไร ก็ลงไปกับร้านหมด สุดท้ายก็คิดซะว่าเอาเงินมาซ่อมบ้านละกัน (หัวเราะ) ถ้าเราเก็บเงิน ทำงานของเราไปก่อน แก่ค่อยกลับมาเปิดก็ยังทันใช่ไหม แต่ถึงตอนนั้นเราจะยังไหวไหม แล้วเราอยากให้พ่อแม่ได้เห็นด้วยว่ามันทำได้ เรามีความหวังกับร้านนี้นะ แต่มันคงค่อยเป็นค่อยไป


ตีพิมพ์ครั้งแรกที่นิตยสารสานแสงอรุณฉบับ 109 | สัมภาษณ์โดย มนุษย์กรุงเทพ